วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Firecracker Motion


 การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์  (Projectile  Motion)
 
 
 
 
ลักษณะการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์

         การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล์ เป็นการเคลื่อนที่ 2 แนวพร้อมกัน คือ แนวระดับ และแนวดิ่ง ซึ่งพบว่า ความเร็วในแนวระดับ ไม่มีผลต่อการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง โดยจากการทดลองปล่อยวัตถุให้ตกอย่างอิสระ พร้อมกับวัตถุที่ถูกดีดออกไปในแนวระดับ พบว่า เมื่อใช้แรงมากวัตถุที่ถูกดีดจะตกไกล แต่ตกถึงพื้นพร้อมกับวัตถุที่ตกในแนวดิ่ง แสดงว่า การเคลื่อนที่ในแนวระดับไม่มีผลต่อการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง ดังนั้นเราจึงแยกพิจารณาการเคลื่อนที่ออกเป็น 2 แนว คือ ในแนวดิ่ง และในแนวระดับ


          การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ มีการเคลื่อนที่ 2 แนว คือ ในแนวระดับ และในแนวดิ่ง

        การเคลื่อนที่ในแนวระดับ

XXXXXพิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุในอากาศ ขณะที่วัตถุลอยในอากาศ มีแรงกระทำต่อวัตถุเพียงแรงเดียว คือ แรงดึงดูดของโลก (ไม่คิดแรงต้านอากาศ) ในทิศเข้าสู่ศูนย์กลางของโลก หรือในแนวดิ่ง ดังนั้น ในแนวระดับจึงไม่มีแรงกระทำต่อวัตถุ หรือแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุในแนวระดับเป็นศูนย์

                                                              ()

XXXXXจากกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน เราพบว่า เมื่อไม่มีแรงลัพธ์มากระทำต่อวัตถุ วัตถุจะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ให้คงที่ ผลคือ วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่
()


XXXXXดังนั้น การเคลื่อนที่ในแนวระดับของการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ สามารถหาการกระจัดในแนวระดับได้ตามสมการ

XXXXXXXXXXXXXXX


XXXXXเมื่อXXXSx =  การกระจัดในแนวระดับ  ( m )

XXXXXXXXXXux =  ความเร็วในแนวระดับ  (m/s)

XXXXXXXXXXt   =  ช่วงเวลาของการเคลื่อนที (s)



การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล์ในแนวระดับ

การเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง

XXXXXเมื่อพิจารณาการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง พบว่า วัตถุมีแรงกระทำในแนวดิ่ง คือ แรงโน้มถ่วงของโลก
ดังนั้น วัตถุเคลื่อนที่ในแนวดิ่งด้วยความเร่ง ay ซึ่งมีค่าเท่ากับ ความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วงของโลก

 XXXXXดังนั้น การเคลื่อนที่ของวัตถุแบบโพรเจกไทล์ในแนวดิ่ง เหมือนวัตถุที่ตกอย่างอิสระทุกประการ ซึ่งสมการการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวดิ่ง คือ

XXXXXความเร็วXXXXX

   
          การกระจัดXXX                

     
XXXXXโดยที่

XXXXX


การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ในแนวดิ่ง

สรุปการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์
                                                               
                                            
XXXXX1. วัตถุเคลื่อนที่อย่างอิสระ มีแรงดึงดูดของโลก       กระทำเพียงแรงเดียว
                                          
XXXXX2. วัตถุต้องมีความเร็วต้นในแนวระดับ (  ) ส่วนในแนวดิ่ง (   ) จะมีหรือไม่ก็ได้ โดย ความเร็วในแนวระดับคงที่เสมอ

XXXXX3. เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ในแนวระดับ เท่ากับ ในแนวดิ่ง

XXXXX4. การพิจารณาปริมาณในแนวดิ่ง ปริมาณที่มีทิศตรงข้ามกับความเร็วต้น (   ) ให้มีเครื่องหมายติดลบ เช่น การขว้างวัตถุขึ้นในแนวดิ่ง พบว่า เป็นต้น

XXXXX5. การคำนวณปริมาณต่างในการเคลื่อนที่ ใช้สมการการเคลื่อนที่เหมือนการเคลื่อนที่ในแนวตรง แต่แยกพิจารณาในแนวดิ่ง (ความเร็วคงที่) และในแนวระดับ (การตกอย่างอิสระ)



ตัวอย่าง 1 ขว้างลูกบอลออกจากที่สูง 5 เมตรออกไปในแนวระดับด้วยความเร็ว 10 เมตรต่อวินาที จงหา

XXXXXก.  นานเท่าไรลูกบอลตกถึงพื้นด้านล่าง

XXXXXข.  ลูกบอลตกถึงพื้นห่างจากตำแหน่งที่ขว้างเท่าไร

แนวคิด เขียนรูปแสดงแนวการเคลื่อนที่พร้อมใส่รายละเอียดที่โจทย์กำหนดให้



XXXXXเมื่อรู้XX
XXXXXXXXX


XXXXXก. ต้องการหาเวลา t (พิจารณาในแนวดิ่ง)
                                         จาก
XXXXXXXXXX                           
          
XXXXXXXXXXXXX
XXXXXXXXดังนั้น วัตถุตกถึงพื้นในเวลา 1 วินาที
                                     
XXXXXข. หาตำแหน่งที่ลูกบอลตกถึงพื้นจากตำแหน่งที่ขว้าง
                                    

XXXXXXXXจากXX              
        

XXXXXXXXXXXX    
XXXXXXXXดังนั้น ลูกบอลตกถึงพื้นห่างจากตำแหน่งที่ขว้าง 10 เมตร



ตัวอย่าง 2 จะต้องขว้างวัตถุจากดาดฟ้าตึกสูง 20 เมตร ออกไปในแนวระดับด้วยความเร็วเท่าใด วัตถุจึงตกกระทบพื้นล่างในทิศทำมุม 450 กับแนวระดับ

แนวคิด เขียนรูปแสดงการเคลื่อนที่

       
       

          จากโจทย์          ทำมุม 450 กับแนวระดับ แสดงว่า
จากโจทย์หา ก่อน เมื่อรู้
   
XXXXXจากXXXXX

                                         
             หา
XX
XXXXXได้ว่าXXX

XXXXXXXXXXX              


XXXXXดังนั้น ต้องขว้างวัตถุออกไปด้วยความเร็ว 20 เมตรต่อวินาที



โจทย์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์



1. ชายคนหนึ่งขว้างลูกบอลขึ้นไปจากพื้นดิน  ทำมุม     กับแนวระดับ   ลูกบอลลอยอยู่ในอากาศ  3s  จึงตกถึงพื้น  ถ้าไม่คิดแรงเสียดทานของอากาศและ    g  =  10 m/s2 
 จงหา
ก.    ลูกบอลจะขึ้นไปสูงสุดเท่าไร
ข.   ถ้าลูกบอลไปตกที่ระยะ  90 m   จากจุดที่ขว้าง ความเร็วตามแนวราบที่จุดเริ่มต้นเป็นเท่าไร
ค.  ค่า  tan     เท่ากับเท่าไร
 
 

 
 
 




2. ชายคนหนึ่งเล็งปืนตรงไปยังกระป๋องเหล็กซึ่งติดกับแม่เหล็กไฟฟ้าอันหนึ่ง  เมื่อลูกปืนหลุดจากปากกระบอกวงจรจะขาดทันที ถ้าคิดว่าเขาเล็งได้แม่นยำและความเร็วของลูกปืนตอนออกจากปากกระบอกเป็น 10 เมตรต่อวินาที  ลูกปืนจะถูกกระป๋องพอดีตอนกระป๋องตกลงมาได้กี่เมตร

  3. ระเบิดลูกหนึ่งถูกปาด้วยความเร็ว  50 เมตร/วินาที   ในทิศทำมุมเงย 37o   จงหา

        ก.    ความสูงของระเบิด

        ข.   เวลาที่ระเบิดกระทบเป้าหมาย

        ค.    ระยะห่างของเป้าหมายกับจุดเริ่มต้น

        ง.    ความเร็วของระเบิดเมื่อขึ้นไปได้ 5 วินาที

        จ.    อัตราส่วนระหว่างระยะสูงสุดกับระยะทางในแนวราบ

        ฉ.    ถ้าเป้าหมายอยู่ต่ำกว่าจุดเริ่มปา  35 เมตร  นานเท่าไรระเบิดจึงกระทบเป้า





วิดีโอการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์


 


 
 
 
 
 
 
แหล่งที่มาที่ใช่ประกอบบทความ
 
 
                 http://wiki.stjohn.ac.th/groups/poly_2000_1420_science_industry/wiki/26e29/

 
 

 

Ferris wheel Motion

      การเคลื่อนที่แบบวงกลม(Circular Motion)

 
 

 

การเคลื่อนที่แบบวงกลมหรือส่วนของวงกลม


 

          การเคลื่อนที่แบบวงกลมเป็นการเคลื่อนที่อีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ  เพราะการเคลื่อนที่หลายอย่างรอบตัวเรา  มีส่วนที่จะเป็นการเคลื่อนที่เป็นวงกลม  ตัวอย่างเช่น  การเคลื่อนที่ดังรูป  รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์กำลังเลี้ยวโค้ง  รถไฟตีลังกา  หรือดาวเทียมโคจรรอบโลก   นับเป็นการเคลื่อนที่แบบวงกลมหรือส่วนของวงกลม  รถยนต์  รถจักรยานยนต์  และ ดาวเทียม  เคลื่อนที่ในแนววงกลมหรือส่วนของวงกลม ได้อย่างไร  หรือทำไมการเคลื่อนที่เป็นแบบนั้นๆ ได้ จะศึกษาต่อไป

          เพื่อความเข้าใจการเคลื่อนที่เป็นวงกลม  เราควรเริ่มศึกษาจากการเคลื่อนที่เป็นวงกลมที่มีอัตราเร็วคงตัวก่อน  นั่นคือการเคลื่อนที่ที่มีขนาดของความเร็วเท่าเดิม  สม่ำเสมอแต่มีทิศเปลี่ยนไปทีละน้อย
                                                 



การแกว่งวัตถุให้เคลื่อนที่เป็นวงกลมในระนาบระดับ

           เราอาจหาประสบการณ์จากการแกว่งวัตถุที่ปลายเชือกให้เป็นวงกลมในระนาบระดับดังรูป   ในการแกว่งที่รัศมีค่าหนึ่ง เราจะรู้สึกว่า  มือจะต้องใช้แรงดึงมากขึ้นเมื่อแกว่งให้เร็วขึ้น  (เวลาครบรอบสั้นลง)  แสดงว่าการทำให้วัตถุเคลื่อนที่เป็นวงกลมจะต้องใช้แรงดึง  การแสดงว่า การเคลื่อนที่เป็นวงกลมหรือการเคลื่อนที่เป็นแนวโค้งของวัตถุต้องใช้แรงก็คือ การใช้อุปกรณ์สาธิตที่ดีดลูกกลมโลหะให้เคลื่อนที่ไปตามรางโค้งวงกลม ดังรูปจะสังเกตได้ว่าเมื่อสุดรางโค้ง ลูกโลหะจะวิ่งตรงต่อไป แสดงว่าวัตถุวิ่งโค้งได้เนื่องจากมีรางบังคับ  และจะต้องมีแรงจากรางกระทำอยู่ตลอดเวลา แรงดังกล่าวเป็นแรงกระทำจากขอบรางซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากลูกกลมโลหะเคลื่อนที่สัมผัสกับราง    ตำแหน่งต่างๆ ในทิศตั้งฉากกับราง จึงมีทิศเข้าหาศูนย์กลางของการเคลื่อนที่ดังรูป  



 



รูป   ลูกกลมโลหะเคลื่อนที่ไปตามรางโลหะที่เป็นส่วนโค้งวงกลม  

 

 รูป    แรงกระทำกับลูกกลมโลหะขณะเคลื่อนที่ไปตารางโค้ง



การเคลื่อนที่แบบวงกลมมีความเร่งสู่ศูนย์กลาง

          เราอาจพิสูจน์ได้ว่าวัตถุเคลื่อนที่เป็นวงกลมมีความเร่ง  จากความหมายของความเร่ง  คือ  อัตราการเปลี่ยนความเร็ว  การเคลื่อนที่เป็นวงกลมที่มีขนาดของความเร็วคงตัว  แต่มีการเปลี่ยนทิศของความเร็วตลอดเวลา  ซึ่งจะถือว่ามีการเปลี่ยนความเร็ว  และมีความเร่งดังต่อไปนี้

            พิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนววงกลมรัศมี r ด้วยขนาดความเร็วคงตัว v จากตำแหน่ง A ไปยังตำแหน่ง B โดยผ่านตำแหน่ง C ที่อยู่บนแกน y ดังรูป 4.14 ถ้าให้ A และ B อยู่ห่างจากแกน y เท่ากัน และที่ตำแหน่ง A กับ B วัตถุมีความเร็ว\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over v} _A และ \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over v} _B ตามลำดับ

 


                                             

 รูป  การเปลี่ยนแปลงความเร็วของวัตถุซึ่งเคลื่อนที่ในแบบวงกลม 

     เมื่อพิจารณาแต่ขนาดของ  \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} <br />
\over v} _A และ\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over v} _B จะได้ v_A&nbsp; = v_B&nbsp; = vและจะได้ว่า
                    ความเร็วองค์ประกอบของ \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over v} _A ในแนวแกน   x    =    + v_A \cos \theta
                    ความเร็วองค์ประกอบของ \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over v} _A ในแนวแกน   y    =    + v_A \sin \theta
                    ความเร็วองค์ประกอบของ \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over v} _B ในแนวแกน   x    =    + v_B \cos \theta
                    ความเร็วองค์ประกอบของ\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over v} _B ในแนวแกน   y    =   - v_B \sin \theta
                    เมื่อ  \thetaเป็นมุมระหว่างเส้นรัศมีมีที่ตำแหน่ง  A  กับ  C  หรือมุมระหว่างเส้นรัศมีที่ตำแหน่ง  B  กับ  C  พิจารณาช่วงเวลาที่วัตถุใช้ในการเคลื่อนที่จาก  A  ไป  B  ด้วยอัตราความเร็วคงตัว v จะได้

                                                                                            t = \frac{{Êèǹâ¤é§ AB}}{v}
                    จากรูปเราสามารถหา ความยาวของส่วนโค้ง  AB  ได้เป็น (2\theta )rดังนั้น
                                                                                
สำหรับการเคลื่อนที่ของวัตถุบนส่วนโค้ง  AB  ความเร็วในแกน  X  ที่  A และที่  B  จะมีค่าเท่ากันคือ  
                    v_A \cos \theta = v_B \cos \theta = v\cos \thetaดังนั้นความเร่งในแนวแกน  X  จึงเท่ากับศูนย์  และ
                    เราสามารถหาความเร่งเฉลี่ยตามแนวแกน  y  คือ  a_y ได้จาก  a = \frac{{v - u}}{t}
                    แทนค่า                     a_y = ( - v_B \sin \theta - v_A \sin \theta )\frac{v}{{2\theta r}}
                                                     a_y = - \frac{{v^2 }}{r}\left( {\frac{{\sin \theta }}{\theta }} \right)
เครื่องหมาย  -  แสดงว่า  ความเร่ง  a_y มีทิศทางไป  - y  คือตำแหน่ง  C  เข้าหาจุด ศูนย์กลาง  O
     เมื่อให้มุม\thetaมีค่าน้อยจนเกือบเป็นศูนย์  เพื่อให้  A และ  B  เข้าใกล้ตำแหน่ง  C  ซึ่งอยู่ตรงส่วนบนสุดของวงกลม  ดังนั้นความเร่ง a_y ก็จะเป็นความเร่งขณะหนึ่งคือความเร่งที่ตำแหน่ง  C  มีทิศเข้าหาจุดศูนย์กลาง  O  ของวงกลม  การหาขนาดของความเร่งขณะหนึ่งจะพิจารณาว่า  \sin \theta = \thetaเพราะ \thetaมีค่าน้อยเข้าใกล้ศูนย์  และ
จะได้  a_y = \frac{{v^2 }}{r}  ซึ่งมีทิศเข้าสู่จุดศูนย์กลางของวงกลม
                                                 
     ในทำนองเดียวกัน  ถ้าย้ายตำแหน่ง  C  มาอยู่บนแนวแกน  X  แทน โดยให้  A  และ  B  อยู่ห่างจาก  C  เท่ากันเช่นเดิม ก็จะได้ว่าความเร่งขณะหนึ่งที่ตำแหน่ง  C  จะมีทิศในแนวแกน  X  และเข้าหาจุดศูนย์กลางเช่นเดิม  และไม่ว่าจะย้าย  C  ไปอยู่ที่ตำแหน่งใดบนเส้นรอบวงกลม  ก็จะได้ว่าความเร่งขณะหนึ่งที่ตำแหน่ง  C  มีทิศเข้าหาจุดศูนย์กลางเสมอ
ดังนั้นถ้าให้  a_c เป็นความเร่งขณะหนึ่งที่มีทิศเข้าสู่ศูนย์กลางวงกลม
                   จะได้              a_c = \frac{{v^2 }}{r}                                       (4.4)
       เมื่อวัตถุมีความเร่งทิศเข้าสู่ศูนย์กลาง  ดังนั้นวัตถุเคลื่อนที่ในแนววงกลมด้วยอัตราเร็วคงตัว  ต้องมีแรงสู่ศูนย์กลางกระทำต่อวัตถุตามกฎของนิวตัน แรงสู่ศูนย์กลาง F_c จะเป็น
                                   F_c = ma_2 \frac{{mv^2 }}{r}                                   (4.5)
       เราสามารถทำการทดลองเพื่อสำรวจว่า  การเคลื่อนที่แบบวงกลมมีแรงสู่ศูนย์กลางหรือไม่  หรือเพื่อพิสูจน์ว่าแรงสู่ศูนย์กลางเป็นไปตามสมการ  (4.5)  หรือไม่ ดังรายละเอียดท้ายเรื่อง         t = \frac{{2\theta r}}{v}


 

 การเคลื่อนที่บนโค้ง
       ในกรณีของรถยนต์ที่กำลังเลี้ยวโค้ง  แรงเสียดทานที่พื้นถนนกระทำกับด้านข้างของยางรถจะเป็นแรงสู่ศูนย์กลางที่ทำให้รถยนต์เลี้ยวโค้งได้  และเนื่องจากแรงเสียดทานมีค่าจำกัดขึ้นกับสภาพถนนและยางรถ  ดังนั้นแรงสู่ศูนย์กลางที่เป็นไปได้จึงมีค่าจำกัดด้วย  ถ้าถนนมีรัศมีความโค้งขนาดหนึ่ง  อัตราเร็วที่รถวิ่งขณะเลี้ยวโค้งจะต้องไม่มากเกินกว่าที่ถนนจะสามารถให้แรงเสียดทานทิศสู่ศูนย์กลางที่เป็นไปตามสมการ  (4.4)  ได้  หากอัตราเร็วเกินรถจะไถลออกนอกโค้ง  ดังที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อฝนตก  ถนนลื่นแรงเสียดทานที่เป็นไปได้จะลดลง

 ตัวอย่าง  1    รถยนต์มวล  1,000  กิโลกรัม แล่นด้วยความเร็ว  60  กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลี้ยวโค้งบนถนน ที่มีผิวอยู่ในแนวระดับและมีทางโค้ง  2  โค้ง  ซึ่งมีรัศมีความโค้ง  100  เมตร  และ  500  เมตร ตามลำดับ
      1.     แรงสู่ศูนย์กลางที่กระทำต่อรถยนต์ในแต่ละกรณีมีค่าเท่าใด
      2.    ถ้าแรงเสียดทานที่พื้นถนนกระทำกับยางรถในทิศเข้าสู่ศูนย์กลางมีค่าสูงสุดเท่ากับ  1,000  นิวตัน  จะมีผลอย่างไรต่อการเลี้ยวโค้งของรถยนต์ทั้งสองกรณี
      วิธีทำ
            1.  กรณีที่ถนนระดับมีรัศมีความโค้ง  100  เมตร
                                 จาก           F_c = \frac{{mv^2 }}{r}
          ในที่นี้  m   =   1000  kg,   v = \frac{{60 \times 10^3 }}{{3600}}m/s และ r = 100 m
                                            
แทนค่า                     F_c = \frac{{1000kg}}{{100m}} \times \left( {\frac{{60 \times 10^3 }}{{3600}}m/s} \right)^2
                            F_c = 2,778 N
คำตอบ     แรงสู่ศูนย์กลางกระทำต่อรถยนต์ขณะเลี้ยวโค้งบนถนนระดับรัศมีความโค้ง  100  เมตร เท่ากับ  2,778  นิวตัน

        กรณีที่ถนนระดับมีรัศมีความโค้ง   500  เมตร
                                            
                       จาก  F_c = \frac{{mv^2 }}{r}
                      ในที่นี้  m     =     1000  kg  v = \frac{{60 \times 10^3 }}{{3600}}m/s และ r = 500 m
                                      
 แทนค่า                  F_c = \frac{{1000kg}}{{500m}} \times \left( {\frac{{60 \times 10^3 }}{{3600}}m/s} \right)^2
                               F_c = 555.6 N

    คำตอบ     แรงสู่ศูนย์กลางกระทำต่อรถยนต์ขณะเลี้ยวโค้งบนถนนระดับรัศมีความโค้ง  500  เมตร เท่ากับ  555.6  นิวตัน



    2. เนื่องจากแรงสู่ศูนย์กลางที่กระทำต่อรถยนต์มีค่าสูงสุด  1,000  นิวตัน  รถยนต์จะต้องเลี้ยวโค้งด้วยแรงสู่ศูนย์กลางที่น้อยกว่าหรือเท่ากับแรงสู่ศูนย์กลางสูงสุดจึงจะเลี้ยวโค้งได้อย่างปลอดภัย

    คำตอบ     กรณีที่รัศมีของทางโค้ง  100  เมตร  ต้องใช้แรงสู่ศูนย์กลางถึง  2,778  นิวตัน  ดังนั้นรถยนต์จึงไม่สามารถเลี้ยวโค้งได้  เป็นเหตุให้รถไถลออกนอกถนน  แต่กรณีที่รัศมีของทางโค้ง  500  เมตรจะใช้แรงสู่ศูนย์กลางเพียง  555.6  นิวตัน  ดังนั้นรถยนต์จึงสามารถเลี้ยวโค้งได้อย่างปลอดภัย
    จากตัวอย่าง  4.3  ทำให้วิเคราะห์ได้ว่ารถยนต์แล่นเลี้ยวโค้งบนถนนระดับที่มีรัศมีความโค้งไม่เท่ากันแต่ด้วยอัตราเร็วเท่ากัน  จะมีแรงสู่ศูนย์กลางไม่เท่ากัน  ทางโค้งที่มีรัศมีความโค้งสั้น  รถยนต์จะใช้แรงสู่ศูนย์กลางมากกว่าทางโค้งที่มีรัศมีความโค้งยาว  ดังนั้นรถยนต์ที่เลี้ยวโค้งที่มีรัศมีความโค้งน้อย  ไม่ควรเลี้ยวด้วยอัตราเร็วเท่ากับการเลี้ยวโค้งบนทางที่มีรัศมีความโค้งมากกว่า  เนื่องจากแรงเสียดทานที่ถนนกระทำกับรถซึ่งเป็นแรงสู่ศูนย์กลางมีค่าจำกัด  อาจมีค่าไม่พอที่จะทำให้รถเลี้ยวโค้งได้อย่างปลอดภัย  ผู้ขับขี่ยวดยานจึงต้องใช้ความเร็วตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการให้รถเลี้ยวโค้งได้อย่างปลอดภัยด้วยอัตราเร็วที่มากขึ้น จำเป็นต้องหาแรงอื่นมาเสริมแรงเสียดทานเพื่อเพิ่มแรงสู่ศูนย์กลางขึ้นให้เหมาะสม

             การเลี้ยวโค้งบนถนนระดับของรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยาน ขณะรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยานแล่นในแนวตรงบนถนนระดับ  ถ้าพิจารณาแรงทั้งหมดที่กระทำกับรถและคนนอกจากแรงเสียดทานที่กระทำที่ล้อรถทำให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้  ยังมีน้ำหนักของรถและคน m\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} <br />
\over g} และแรงที่พื้นดันรถและคนในทิศตั้งฉาก  \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} <br />
\over N} รถและคนจะต้องตั้งตรง แนวของ m\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} <br />
\over g}  และ \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} <br />
\over N} จึงจะผ่านศูนย์กลางมวลรวมของรถและคนและอยู่ในแนวดิ่ง  ทำให้ไม่มีโมเมนต์ของแรงที่จะทำให้รถล้ม  รถจึงไม่ล้ม  ดังรูป  4.15 ก.
                                 รูป  แสดงแรงกระทำต่อรถจักรยานยนต์


 เมื่อรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยานเลี้ยวโค้ง  จะต้องมีแรงกระทำต่อรถเพิ่มอีก  1  แรง คือแรงเสียดทาน \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} <br />
\over f} ที่พื้นถนนกระทำกับด้านข้างของล้อรถในทิศเข้าหาจุดศูนย์กลางของความโค้งรถจำเป็นต้องเอียงตัว เพื่อให้ไม่มีโมเมนต์ของแรงที่จุดศูนย์กลางมวล  ดังรูป  4.15  ข.ถ้าคนและรถไม่เอียงตัว  แรงลัพธ์ \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over R}  ของแรง \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over f}และ\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over N} จะไม่ผ่านศูนย์กลางมวล ดังรูป 4.15 คำให้มีโมเมนต์ของแรง \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over R} (คิดรอบจุดศูนย์กลางมวล)  เป็นเหตุให้มีการหมุนรอบจุดศูนย์กลางมวล และรถล้ม 

การยกขอบของถนนโค้ง

 แรงที่กระทำต่อรถขณะที่กำลังแล่นเลี้ยวโค้งบนถนเอียงทำมุมกับพื้นระดับ


  เพื่อให้การเลี้ยวโค้งด้วยความเร็วเป็นไปได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น  พื้นถนนโค้งจะถูกยกให้เอียงโดยให้ขอบถนนด้านนอกสูงกว่าขอบด้านใน เมื่อรถแล่นเลี้ยวโค้งบนพื้นถนนที่เอียงด้วยขนาดของความเร็วพอดีตามที่วิศวกรออกแบบไว้  ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์  แรงที่ถนนกระทำต่อรถจะพอดีและอยู่ในทิศตั้งฉากกับพื้นเอียงได้  ที่ความเร็วนั้นจึงไม่มีแรงเสียดทาน  \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over f} ที่พื้นถนนกระทำต่อด้านข้างของล้อรถ  องค์ประกอบของแรงตั้งฉากกับถนนในทิศขนานกับพื้นระดับ\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over N} จะทำให้เกิดแรงสู่ศูนย์กลาง\mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over F} _c ดังรูป  4.17  โดยไม่ต้องอาศัยแรง \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over f} ถ้ารถวิ่งด้วยอัตราเร็วที่ไม่พอดีรถจึงจะอาศัยแรง \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over f} ช่วย  องค์ประกอบของแรง \mathord{\buildrel{\lower3pt\hbox{$\scriptscriptstyle\rightharpoonup$}} \over N} ในแนวระดับคือN\sin \thetaเมื่อยกขอบถนนให้เอียงทำมุม \thetaกับแนวระดับและวิ่งด้วยอัตราเร็วพอดีจากรูป  4.16  แรงสู่ศูนย์กลางคือ N\sin \theta
                                                              จาก     F_c = \frac{{mv^2 }}{r}
                                                   ดังนั้น  N\sin \theta = \frac{{mv^2 }}{r}
                                                  และ     N\cos \theta = mg
                                                     ดังนั้น  \frac{{N\sin \theta }}{{N\cos \theta }}= \frac{{mv^2 }}{{rmg}}
                                                       หรือ      \tan \theta = \frac{{v^2 }}{{rg}}                                                         (4.6)
          สมการ  4.6  แสดงให้เห็นว่าในการสร้างถนนทางโค้งให้เอียงทำมุมกับแนวระดับนั้นต้องคำนึงถึงอัตราเร็วของรถขณะเลี้ยวและรัศมีของทางโค้งเพื่อให้การขับรถปลอดภัย


ตัวอย่าง  2        รถยนต์คันหนึ่งแล่นด้วยอัตราความเร็ว  60  กิโลเมตรต่อชั่วโมง  บนถนนโค้งที่มีรัศมีความโค้ง  150  เมตร ถ้าไม่คิดแรงเสียดทาน พื้นถนนควรเอียงทำมุมเท่าไร กับแนวระดับรถจึงจะเลี้ยวได้อย่างปลอดภัย

                   วิธีทำ     การหามุมที่พื้นถนนทำกับแนวระดับ  หาได้จากสมการ
                                               \tan \theta = \frac{{v^2 }}{{rg}}                                                      
                   ในที่นี้                  v = 16.67 m/s และ r = 150 m
                   แทนค่า   \tan \theta = \frac{{(16.67m/s)^2 }}{{150m \times 9.8m/s^2 }} = 0.189
                                   \theta = 10.7^\circ
                   คำตอบ พื้นถนนจะต้องเอียงทำมุม  10.7  องศากับแนวระดับรถจึงจะเลี้ยวได้อย่างปลอดภัย

ตัวอย่าง  3      รถยนต์มวล  1,550  กิโลกรัม  แล่นเลี้ยวบนถนนระดับ  ซึ่งมีรัศมีความโค้ง  50 เมตร ด้วยอัตราเร็ว  36  กิโลเมตรต่อชั่วโมง  จงหาแรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนกับยางรถที่มีค่าน้อยที่สุดที่ทำให้รถยนต์สามารถเลี้ยวได้อย่างปลอดภัย

                   วิธีทำ     แรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนกับยางรถที่มีค่าน้อยที่สุดที่ทำให้รถยนต์สามารถเลี้ยวโค้งได้ คือแรงสู่ศูนย์กลาง
                                                 F_c = \frac{{mv^2 }}{r}
           จะได้แรงสู่ศูนย์กลาง    ในที่นี้             m   =   1,550  kg, v =   10   m/s   และ   r   =   50  m
                       แทนค่า              F_c = \frac{{1550kg \times (10m/s)^2 }}{{50m}}
                       จะได้แรงสู่ศูนย์กลาง  [texF]_c[/tex] =   3,100  N
                  คำตอบ  แรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนกับยางรถที่มีค่าน้อยที่สุดทำให้รถยนต์สามารถเลี้ยวได้อย่างปลอดภัย เท่ากับ  3,100  นิวตัน
          เราสามารถใช้ความรู้ที่ศึกษามานี้อธิบายการเคลื่อนที่แบบวงกลมในแนวระดับของวัตถุในลักษณะอื่นๆ ได้ เช่น  เพนดูลัมกรวย  ได้เช่นกัน

          ตัวอย่าง   4     ถ้าแกว่งเชือกยาว l ซึ่งเป็นวัตถุมวล  m ผูกที่ปลายให้เคลื่อนที่แบบเพนดูลัมกรวย รัศมีของการเคลื่อนที่แบบวงกลมเท่ากับ  r  และวัตถุเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วคงตัว v  จงหามุม \theta ที่เส้นเชือกทำกับแนวดิ่ง




                                                                แสดงแรงกระทำต่อวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่แบบเพนดูลัม 

 วิธีทำ
                ให้  T  เป็นแรงดึงในเส้นเชือก แรงองค์ประกอบของ T  ในแนวระดับเท่ากับ  T\sin \thetaซึ่งเป็นแรงสู่ศูนย์กลาง  F_c
                จาก              F_c = \frac{{mv^2 }}{r}
                แทนค่า        T\sin \theta = \frac{{mv^2 }}{r}
                แรงองค์ประกอบของ  T  ในแนวดิ่งคือ  T\cos \thetaซึ่งมีขนาดเท่ากับน้ำหนัก  mg  แต่กระทำต่อวัตถุในแนวตรงข้ามกัน ในสมดุล
                        T\cos \theta = mg
                จะได้     \frac{{T\sin \theta }}{{T\cos \theta }} = \frac{{mv^2 }}{r}\frac{1}{{mg}}
                         \tan \theta = \frac{{v^2 }}{{rg}}

          คำตอบ   มุมที่เส้นเชือกทำกับแนวดิ่งเท่ากับ \tan ^{ - 1} = (\frac{{v^2 }}{{rg}})





การเคลื่อนที่แบบวงกลมในระนาบดิ่ง 
          การเคลื่อนที่แบบวงกลมในระนาบดิ่ง ได้แก่  การเคลื่อนที่ของลูกกลมโลหะไปตามรางรูปวงกลมในระนาบดิ่ง ทุกๆ หนแห่งที่ลูกกลมโลหะเคลื่อนที่ผ่านจะมีแรงสู่ศูนย์กลางกระทำต่อลูกกลมโลหะเพื่อเปลี่ยนทิศของความเร็ว  แรงสู่ศูนย์กลางมีค่าอย่างไรเมื่อลูกกลมโลหะอยู่ ณ ตำแหน่งต่างๆ ในรางรูปวงกลมจะต้องระลึกว่า  เพราะลูกกลมถูกแรงโน้มถ่วงกระทำอยู่ตลอดเวลาด้วย  ผลของแรงโน้มถ่วงที่กระทำนี้  จะทำให้อัตราเร็วของการเคลื่อนที่ไม่สามารถจะรักษาให้คงตัวได้  แต่จะต้องเป็นไปตามหลักการอนุรักษ์พลังงาน  


รูป   การเคลื่อนที่เป็นวงกลมในระนาบดิ่ง


          การคิดหาค่าแรงที่ต้องการที่จะกระทำให้วัตถุวิ่งโค้ง  อาจทำได้ตามหลักเกณฑ์ปกติ เช่น กรณีลูกกลมโลหะอยู่  ณ ตำแหน่งล่างสุดของรางวงกลม แรงที่รางกระทำกับวัตถุจะเป็นเท่าใด  ขณะที่วัตถุมีอัตราเร็ว v และรางมีรัศมีความโค้งเป็น  r


แรงต่อการเคลื่อนที่เป็นวงกลมในระนาบดิ่งที่จุดต่ำสุด

                           ถ้าให้F_c เป็นแรงสู่ศูนย์กลาง จะได้
                                              \frac{{mv^2 }}{r} = F_c = N - mg
                           แสดงว่า   แรงที่รางดันลูกกลมโลหะในทิศตั้งฉาก
                                       กับราง  N = \frac{{mv^2 }}{r} + mg
          แรงกระทำต่อวัตถุที่ตำแหน่งอื่นอาจจะหาได้ในทำนองเดียวกัน


ตัวอย่าง  5   ผูกวัตถุมวล 1 กิโลกรัม ด้วยเส้นเชือกยาว 1 เมตร แกว่งวัตถุให้เคลื่อนที่เป็นแนววงกลมในระนาบดิ่ง จงหาอัตราเร็ว  ณ  ตำแหน่งสูงสุด  เมื่อแรงดึงในเส้นเชือกเท่ากับ 6 นิวตัน (กำหนดให้  g = 10 เมตร/วินาที^2 )

สำหรับตัวอย่าง


   วิธีทำ                             อัตราเร็ว ณ  ตำแหน่งสูงสุดสามารถหาได้จาก
                                               F_c = \frac{{mv^2 }}{R}
                             ในที่นี้แรงสู่ศูนย์กลางมาจากแรงดึงและน้ำหนักดังนั้น
                                                 F_c = (1kg ) x (10 m/s^2 ) +6N
                                                       =   \frac{{mv^2 }}{R}
    แทนค่ามวลและรัศมี  จะได้  v^2 = 16 หรือ v = 4.0 m/s

คำตอบ    อัตราเร็ว  ณ  ตำแหน่งสูงสุดเท่ากับ  4.0  เมตรต่อวินาที



 
อัตราเร็วเชิงมุม
          การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนววงกลมเป็นการเคลื่อนที่ในระนาบ  xy  ด้วยอัตราเร็วคงตัวระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไปได้ใน  1  หน่วยเวลาเป็นอัตราเร็วเชิงเส้น  นอกจากวัตถุจะมีอัตราเร็วเชิงเส้นแล้วยังมีอัตราเร็วเชิงมุมซึ่งหมายถึง มุมที่รัศมีกวาดไปได้ใน 1 หน่วยเวลา ในรูป   แสดงให้เห็นว่าเราใช้มุม \theta ที่วัตถุกวาดไปบนเส้นรอบวงกลมบอกตำแหน่งของวัตถุได้ ซึ่ง \theta = \frac{s}{r}โดย s  เป็นระยะทางบนส่วนโค้งวงกลมที่วัตถุกวาดไป  และ  r  เป็นรัศมีวงกลม มุม \thetaที่กำหนดในลักษณะนี้จะวัดเป็นเรเดียนซึ่งเป็นค่าตัวเลขการเปรียบเทียบตำแหน่งบนเส้นรอบวงกลมจากแนวอ้างอิง  (ในรูปนี้คือแนวแกน   x)
เนื่องจากความยาวของเส้นรอบวงกลม 1 รอบคือ 2\pi rดังนั้นมุมที่กวาดไปครบ 1 รอบจึงเป็น 2\pi เรเดียน

 

แสดงวัตถุเคลื่อนที่ในแนววงกลมจาก A ไป  B
    
          จากรูป    วัตถุเคลื่อนที่ในแนววงกลมรัศมี  r ด้วยอัตราเร็วคงตัว v  ถ้าวัตถุเคลื่อนที่จาก  A  ไป  B  ใช้เวลา t  และรัศมีวงกลมกวาดไปเป็นมุม \thetaค่ามุมที่กวาดไปได้ในเวลา 1 หน่วยเวลาเรียกว่า  อัตราเร็วเชิงมุม ใช้สัญลักษณ์ \omegaมีหน่วยเป็น  เรเดียนต่อวินาที หรือ  rad/s  จะหาค่าได้จาก
                                         \omega = \frac{\theta }{t}(4.7)                                                           
       
          ถ้าวัตถุเริ่มเคลื่อนที่จาก A  ไปตามเส้นรอบวงกลมและกลับมาที่  A  อีกครั้งหนึ่ง เป็นการเคลื่อนที่ครบ 1 รอบ จะได้เวลาในการเคลื่อนที่ครบ 1 รอบ คือ คาบ  T   และมุมที่รัศมีกวาดไปครบ 1 รอบเป็น 2\piเรเดียน
          ดังนั้น                   \omega&nbsp; = \frac{{2\pi }}{T}                                                            (4.8)
และในการเคลื่อนที่ครบ 1 รอบ จะได้ระยะทาง 2\pi r
          ดังนั้น  อัตราเร็วเชิงเส้น    v = \frac{{2\pi r}}{T}                                                           (4.9)
จะได้ความสัมพันธ์ระหว่าง v กับ \omegaเป็น
                                           v = \omega r
            จาก                          a_c = \frac{{v^2 }}{r}
           จะได้                         a_c = \omega ^2 r                                                                       
        จาก  (4.10)                  F_c = ma_c
         จะได้(4.11)                 F_c = m\omega ^2 r                                                             
          สมการ (4.10) และ (4.11)  เป็นการเขียนความเร่งและแรงสู่ศูนย์กลางในรูปของอัตราเร็วเชิงมุม
   
ตัวอย่าง 6   โลกหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ ใช้เวลา 24 ชั่วโมง และรัศมีของโลกเท่ากับ  6.37 x 106เมตร จงคำนวณหา
ก.อัตราเร็วเชิงมุมของวัตถุบนผิวโลก
ข.อัตราเร็วเชิงเส้นและขนาดของความเร่งสู่ศูนย์กลางของวัตถุที่อยู่บนเส้นศูนย์สูตรของโลก
วิธีทำ
          วัตถุบนโลกเคลื่อนที่ในแนววงกลมตลอดเวลา และเคลื่อนที่ครบ 1 รอบใช้เวลา 24 ชั่วโมง เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง
ก.    หาอัตราเร็วเชิงมุมของวัตถุ
                  จาก                        \omega = \frac{{2\pi }}{T}
              ในที่นี้                       T   =   86400  s 
แทนค่า                               \omega = \frac{{2 \times 3.0142}}{{86400}} = 7.27 \times 10^{ - 5} rad/s

คำตอบ     อัตราเร็วเชิงมุมของวัตถุบนผิวโลกเท่ากับ7.27 \times 10^{ - 5}เรเดียนต่อวินาที
ข.    หาอัตราเร็วเชิงเส้นของวัตถุที่อยู่บนเส้นศูนย์สูตร
จาก                       v = \omega r
ซึ่ง                         \omega = 7.27 \times 10^{ - 5} rad/s และ r = 6.37x 106 m
แทนค่า                      v = (7.27 \times 10^{ - 5} rad/s) \times (6.37 \times 10^{10} m)
                                v = 4.63 \times 10^2 m/s
คำตอบ  อัตราเร็วเชิงเส้นของวัตถุที่อยู่บนเส้นศูนย์สูตร  463  เมตรต่อวินาที

หาขนาดของความเร่งสู่ศูนย์กลางของวัตถุที่อยู่บนเส้นศูนย์สูตรของโลก
จาก                       a_c = \omega ^2 r
แทนค่า                  v = (7.27\times 10^{- 5} rad/s) \times (6.37 \times10^{10} m)
                              a_c = 3.37 \times 10^{ - 2} m/s^2
คำตอบ     ขนาดของความเร่งสู่ศูนย์กลางของวัตถุที่อยู่บนเส้นศูนย์สูตรของโลกเท่ากับ  displaystyle 3.37 \times 10^{ - 2} m/s^2
หมายเหตุ   จากตัวอย่าง  4.8  จะเห็นว่าวัตถุที่อยู่บนผิวโลกมีความเร่งสู่ศูนย์กลาง  ดังนั้น  กรอบอ้างอิงที่อยู่บนผิวโลกจึงไม่ใช่กรอบอ้างอิงเฉื่อยที่แท้จริง  แต่เราประมาณว่าเป็นกรอบอ้างอิงเฉื่อย




การเคลื่อนที่ของดาวเทียม
      ดาวเทียมที่โคจรรอบโลกมีเป็นจำนวนมาก  ดาวเทียมแต่ละดวงจะทำหน้าที่ต่างๆ กัน เช่น ดาวเทียมอุตุนิยมดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมจารกรรมททางทหารเป็นต้น  ดาวเทียมแต่ละดวงมีรัศมีวงโคจรต่างกันแต่ต่างก็เคลื่อนที่รอบโลกในแนววงกลม  โดยมีแรงที่โลกดึงดูดดาวเทียมเป็นแรงสู่ศูนย์กลางกระทำต่อดาวเทียม ดาวเทียมแต่ละดวงจะเคลื่อนที่รอบโลกด้วยอัตราเร็วอย่างไร 

 การเคลื่อนที่ของดาวเทียมรอบโลก

      จากรูป  ดาวเทียมมวล  m  โคจรรอบโลกด้วยอัตราเร็ว  v ณ ตำแหน่งวงโคจรซึ่งห่างศูนย์กลางของโลกเป็นระยะ  r  ให้  M  เป็นมวลของโลก F_c เป็นแรงสู่ศูนย์กลางซึ่งเป็นแรงดึงดูดที่โลกกระทำกับดาวเทียม และหาค่าของแรงนี้ได้จากกฎแรงดึงดูดระหว่างของนิวตัน
                                                       F=\frac{{GMm}}{{r^2}}
                                        ดังนั้น \frac{{mv^2}}{r}=\frac{{GMm}}{{r^2}}    
                                                      v^2 = \frac{{GM}}{r}                                                 (4.12)
       จากสมการ (4.12) จะเห็นว่า ดาวเทียมที่มีรัศมีวงโคจรต่างกันจะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเชิงเส้นต่างกันด้วย
       การส่งดาวเทียมขึ้นไปสู่วงโคจรต่างๆ รอบโลกนั้น  ได้มีการกำหนดรัศมีวงโคจรไว้ก่อน แล้วคำนวณหาแรงสู่ศูนย์กลางที่กระทำกับดาวเทียมและอัตราเร็วเชิงเส้นในวงโคจรนั้นๆ เมื่อยิงดาวเทียมขึ้นไปจนมีความสูงหรือรัศมีของการโคจรตามต้องการแล้ว จึงปรับทิศทางและอัตราเร็วของดาวเทียมเพื่อให้เข้าสู่วงโคจรรอบโลกตามที่กำหนดไว้
        เมื่อสังเกตดาวเทียมสื่อสารจากพื้นโลก จะเห็นดาวเทียมสื่อสารอยู่  ณ  ตำแหน่งเดิมตลอดเวลา  ที่เป็นเช่นนี้ เพราะดาวเทียมสื่อสารมีคาบของการโคจรรอบโลกเท่ากับคาบการหมุนของโลกรอบตัวเอง หรืออัตราเร็วเชิงมุมของดาวเทียมสื่อสารเท่ากับอัตราเร็วเชิงมุมในการหมุนรอบตัวเองของโลก และการที่ดาวเทียมสื่อสารอยู่ที่ตำแหน่งเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้สถานีภาคพื้นดินและดาวเทียมสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา
        ตัวอย่าง  7    โลกหมุนรอบตัวเองเท่ากับ 24 ชั่วโมง  รัศมีวงโคจรรอบโลกของดาวเทียมสื่อสารจะต้องเป็นเท่าใดและมีอัตราเร็วเชิงมุมเท่าใด  กำหนดให้ G = 6.67 \times 10^{ - 11}นิวตัน เมตร2 ต่อกิโลกรัม2 มวลของโลก5.95 x 1024กิโลกรัม
    วิธีทำ
                     เนื่องจากคาบของดาวเทียมสื่อสารเท่ากับคาบของการหมุนรอบตัวเองของโลก
                     จาก                                  \omega = \frac{{2\pi }}{T}
                                    ในที่นี้              T      =     86,400  s                  
                         แทนค่า                         \omega = 7.27 \times 10^{ - 5} rad/s
                     จาก                                v^2 = \frac{{GM}}{r}
                        และ                                v = \omega r
                       จะได้                              r^3 = \frac{{GM}}{{\omega ^2 }}
                     แทนค่า                            r^3 = 74848.19 \times 10^{18}
                                            r = 42.14 \times 10^6 m
  คำตอบ  รัศมีวงโคจรรอบโลกของดาวเทียมเท่ากับ 42.14 \times 10^6เมตร
            อัตราเร็วเชิงมุมของดาวเทียมสื่อสารเท่ากับ 7.26 \times 10^{ - 5}เรเดียน/วินาที
                      

 โจทย์เกี่ยวกับการเคลื่อนแบบวงกลม






วิดีโอแสดงการเคลื่อนที่แบบวงกลม

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แหล่งที่มาที่ใช่ประกอบบทความ